ใส่เต็มที่ vs หนีทีมแกร่ง : วิธีไหนดีกว่ากันเพื่อเป้าหมายแชมป์?

ฝรั่งเศส ที่มีตัวรุกระดับโลกเลือกเล่นเกมสวนกลับ ในเกมกับ เบลเยียม เมื่อฟุตบอลโลก 2018, เดนมาร์ก ที่เป็นมวยแทน กลายเป็นแชมป์ยุโรปในปี 1992, โปรตุเกส กลายเป็นแชมป์ยูโร 2016 ทั้งๆที่รอบแบ่งกลุ่มไม่ชนะใครเลยแม้แต่ทีมเดียว

และในยูโร 2020 สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเรื่อง “การไม่ขอเป็นแชมป์กลุ่ม” เพื่อหลีกหนีทีมแกร่งที่รออยู่ในรอบน็อกเอาต์ หลายคนบอกว่าแม้จะดูเหมือนการเล่นที่ไม่เต็มที่ แต่ก็แลกมาซึ่งโอกาสในการไปถึงแชมป์ได้ง่ายกว่า?

เรื่องนี้จริงหรือไม่? หรือเป็นแค่ทฤษฎีที่แค่คิดกันไปเอง? ติดตามได้ที่ Main Stand..

หนีแชมป์รอบแบ่งกลุ่ม เพื่อโอกาสเป็นแชมป์ทัวร์นาเมนต์

รอบแบ่งกลุ่มถือเป็นศึกที่เหมือนการเปิดโอกาสให้กับทีมต่างๆที่เข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ได้ประเมินศักยภาพของตัวเองในสถานการณ์จริง เพราะนี่คือรอบที่ทุกๆทีมจะมีโอกาสได้ลงแข่งขันเท่ากันหมดคือ 3 นัด (อ้างอิงจากการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป และฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย) พวกเขามีโอกาสแพ้ได้อย่างน้อยๆ 1 เกม เพื่อหาทีมที่ดีที่สุด 2 อันดับแรกเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไป

สำหรับฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ยูโร นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมานั้น มีวิธีการที่ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะมีการเพิ่มทีมเข้าแข่งขันจาก 16 เป็น 24 ทีม ซึ่งการเพิ่มจำนวนทีม ทำให้เอื้อต่อการใช้กลยุทธ์ต่างๆในรอบแบ่งกลุ่มมากขึ้นอีก เพราะนอกจากทีมอันดับ 1-2 ที่เข้ารอบแล้ว ยังมีทีมอันดับ 3 ของแต่ละกลุ่มที่มีผลงานดีที่สุด 4 จาก 8 กลุ่ม เข้าสู่รอบน็อกเอาต์เพิ่มเข้าไปด้วย

โดยธรรมชาติแล้วการเป็นที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นั้น เราสามารถเห็นความต่างและประเมินได้โดยสัญชาตญาณในทันที อันดับ 1 มักจะเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งจะถูกจับจองด้วยชาติมหาอำนาจด้านฟุตบอลทั้งสิ้น ส่วนอันดับ 2 และ 3 ก็จะลดหลั่นความแกร่งกันลงมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์มันแตกต่างออกไปได้ ภายใต้กลุ่มการแข่งขันที่เรียกว่า “กรุ๊ป ออฟ เดธ” หรือกลุ่มที่เต็มไปด้วยทีมเก่งๆมารวมตัวกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ง่ายที่สุดใน ยูโร 2020 คือสถานการณ์ของ กลุ่ม F ที่มีทีมอย่าง ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ โปรตุเกส รวมถึงอีก 1 ทีมที่เล่นในบ้านของตัวเองอย่าง ฮังการี

เมื่อมีทีมเก่งๆอยู่ในสายถึง 3 ทีม นั่นหมายความว่า ในกลุ่ม F มีโอกาสสูงมากที่ 3 ชาติที่อยู่ในอันดับท็อป 5 ของโลกจะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้ทั้งหมด และนั่นส่งผลกระทบไปยังการแข่งขันในกลุ่ม D (ประกอบด้วย อังกฤษ, สาธารณรัฐเช็ก, โครเอเชีย และ สกอตแลนด์) เพราะหากใครเป็นแชมป์กลุ่มนี้จะต้องเข้าไปเจอกับทีมอันดับของ 2 ของกลุ่ม F ซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นได้ทั้ง ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ โปรตุเกส

พูดง่ายๆว่า การได้เป็นแชมป์กลุ่มอาจจะทำให้ทีมทีมนั้นต้องเจองานยากในการเข้ารอบเป็นรองแชมป์กลุ่มในรอบน็อกเอาต์ ซึ่งมันผิดจากสถานการณ์ปกติของฟุตบอล ที่ทุกทีมล้วนอยากจะเป็นผู้ชนะในทุกการลงสนาม

ดังนั้น มันจึงเกิดคำถามขึ้น หรือแม้แต่สื่อจากอังกฤษเองอย่าง Daily Mail ก็ยังเขียนบทความวิเคราะห์ไว้ว่า พวกเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องชนะในเกมสุดท้าย เพื่อให้ อังกฤษ เข้ารอบเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่ม D แล้วไปเจอกันงานที่ง่ายกว่าในรอบต่อไปนั่นเอง.. แต่นี่คือวิธีที่ดีหรือไม่? และแฟนบอลของพวกเขาจะรับได้จริงหรือ?

สู้หรือหนี? ธรรมชาติกำหนดไว้แล้ว

การลงเล่นแบบไม่เต็มที่นั้น ดูจะเป็นอะไรที่ผิดวัตถุประสงค์ของกีฬาทุกชนิด เพราะปลายทางและความคาดหวังในการแข่งแต่ละครั้งคือชัยชนะ เหตุใดพวกเขาจึงยอมหักหลังแฟนๆที่ตั้งหน้าตั้งตาเชียร์ด้วยการเล่นแบบ “ไม่หวังชนะ” ด้วย? ทั้งๆที่ทุกทีม “ควรจะ” ใส่เต็มที่ทุกเกมเพื่อหวังชัยชนะ

แต่ถ้าหากพวกเขาคิดลึกกว่านั้นล่ะ? การแพ้ หรือ เสมอ อาจจะเป็นผลงานที่น่าผิดหวัง แต่มันอาจเพิ่มโอกาสในการเป็นแชมป์ของทัวร์นาเมนต์ในบั้นปลายได้ มันก็ควรจะเสี่ยงสักครั้งหรือไม่?

เรื่องนี้มีทฤษฎีทางจิตวิทยาที่สามารถอ้างอิงได้อยู่ นั่นคือทฤษฎีที่มีชื่อว่า “สู้หรือหนี” (Fight or Flight) ที่ค้นพบโดย วอลเตอร์ แบรดฟอร์ด แคนนอน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ทฤษฎีนี้ว่าด้วยธรรมชาติของคนเราหรือแม้แต่สัตว์โลกชนิดต่างๆในยามต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก อาทิ เจอคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่ง หรือเป็นคู่ต่อสู้ที่หากเราเผชิญหน้าด้วยจะมีความเสี่ยงที่เราจะต้องเป็นผู้พ่ายแพ้ ดังนั้น จึงเกิดการประเมินสถานการณ์ว่า จะสู้หรือหนีดี?

การเลือกที่จะสู้ คือการตอบโต้ เพื่อต้องการกำราบคู่ต่อสู้และเป็นฝ่ายชนะ ส่วนการหนี คือการหลีกเลี่ยงการปะทะ ถอยออกจากปัญหาที่อาจจะสร้างความเสียหาย

แต่ละทางเลือกล้วนมีข้อดีข้อเสียซ่อนอยู่ การสู้ อาจจะนำมาซึ่งชัยชนะและจบปัญหาได้สำเร็จ แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คาด ก็จะนำมาซึ่งความเสียหายในทันที

ส่วนการหนีนั้น แม้จะเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเสียหาย และลดความเสี่ยงได้ แต่มันก็จะนำสู่ความวิตกกังวล เพราะปัญหาที่เราหนีนั้นมันยังไม่ไปไหน เราแค่เลือกที่จะไม่เผชิญหน้ากับมันในเวลาที่เรารู้สึกว่ายังไม่พร้อมเท่านั้น

ทฤษฎีดังกล่าวเปรียบเทียบกับสถานการณ์เรื่องการ “หนีแชมป์กลุ่ม” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคงต้องอ้างอิงจากสถานการณ์ของทีมชาติอังกฤษเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดอีกครั้ง เพราะหากอังกฤษเลือก “สู้” และใส่เต็มที่ในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย โดยไม่สนว่ารอบต่อไปจะต้องเจอใคร พวกเขาจะได้เผชิญกับปัญหาทันที ด้วยการ “น่าจะ” ได้ดวลกับ เยอรมัน, ฝรั่งเศส หรือ โปรตุเกส แบบวัดกันไปเลยว่าจะอยู่หรือไป เจ็บแต่จบ รู้ดำรู้แดงกันไปเลย อะไรประมาณนั้น

แต่ถ้าหากพวกเขาได้ประเมินสถานการณ์ และปัจจัยทั้งภายในและภายนอกแล้วพบว่า ทีมของตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเจอกับทีมแกร่งในรอบน็อกเอาต์ (16 ทีมสุดท้าย) พวกเขาก็สามารถเลือกใช้วิธีการหนี เพื่อหลบเลี่ยงการปะทะกับทีมแกร่ง ณ เวลานี้ได้

โดยช่วงเวลาที่พวกเขาหนี จะมีเวลาให้พวกเขาได้ปรับจูนกันอย่างน้อยๆอีก 1 แมตช์ กล่าวคือ อังกฤษ อาจจะได้พบรูปแบบการเล่นที่ดีกว่าเดิม หรืออาจจะสามารถหาผู้เล่น 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดได้ หลังจากได้ลองเชิงในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับทีมที่น่าจะอ่อนกว่า ฝรั่งเศส, โปรตุเกส หรือ เยอรมัน ในแง่ของคุณภาพและประสบการณ์

นอกจากนี้การหนี ยังถือว่าเป็นวิธีที่ไม่เลวนัก เพราะอังกฤษยังสามารถ “คาดหวัง” ได้อีกว่า ทีมแกร่งๆที่พวกเขาพยายามหนี อาจจะต้องเป็นฝ่ายตกรอบไปก่อน ด้วยน้ำมือทีมไหนสักทีมในรอบน็อกเอาต์ เรียกได้ว่าเป็นการหนีไปพร้อมๆกับการยืมมือฆ่าจากทีมอื่นๆเลยก็ว่าได้

แต่ที่สุดแล้วต้องไม่ลืมว่า การหนีจากการเป็นแชมป์กลุ่มด้วยการเข้ารอบเป็นอันดับ 2 หรือ 3 เพื่อเจอคู่แข่งที่ง่ายกว่าในรอบน็อกเอาต์นั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นแชมป์ในบั้นปลายอยู่ดี คุณต้องตอบคำถามที่สำคัญที่สุด 1 ข้อให้ได้ก่อน และคำถามนั้นมีอยู่ว่า “อยากแค่เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย หรืออยากไปถึงตำแหน่งแชมป์กันแน่?”

เพราะการเป็นแชมป์มีหนทางเดียว คือคุณต้องห้ามแพ้ใครเลยจนเสียงนกหวีดยาวในนัดชิงชนะเลิศจบลง เมื่อมาถึงตอนสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ คุณจะไม่เหลือที่ให้หนีอีกต่อไป สุดท้ายการเผชิญหน้ากับทีมที่มีโอกาสทำให้คุณเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็จะวนกลับมาให้ต้องสู้กันอีกอยู่ดี และเมื่อถึงตอนนั้น คนที่เป็นฝ่ายหนีจะต้องรู้สึกวิตกกังวลกว่า เพราะอุตส่าห์หนีแทบตาย สุดท้ายก็ต้องวนเวียนกลับมาเจอกันอีกจนได้

แกร่งพอหรือไม่? คุณเองที่รู้ดีที่สุด

“อยากเข้าแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือไปถึงตำแหน่งแชมป์กันแน่?” ยิ่งตอบคำถามนี้ได้เร็วเท่าไร ก็จะยิ่งดีต่อสภาพความมั่นใจและการวางแผนได้ดีในการเผชิญหน้ากับคู่แข่งได้มากขึ้นเท่านั้น

“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ปรัชญาจากตำราพิชัยสงครามของ ซุนวู ประโยคนี้ที่ไม่เคยตกยุค หากคุณประเมินแล้วว่าคุณจะเป็นฝ่ายแพ้เพราะรู้ว่าตัวเองอ่อนกว่าจริงๆ และคู่แข่งก็เก่งมากๆ จนไม่สามารถเผชิญหน้ากันตรงๆได้ การหนีอาจจะเป็นทางเลือกที่น่าอับอาย โดยเฉพาะสำหรับแฟนบอลชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษ ที่อยากเห็นชาติของตัวเองชนะในทุกๆเกมและเกลียดความพ่ายแพ้เป็นที่สุด

แต่ที่สุดแล้วฟุตบอลนั้นวัดกันที่ผลลัพธ์ หากการหนี นำมาซึ่งความสำเร็จในบั้นปลาย ก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับการหนีครั้งนั้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าหนีคู่แข่งที่แกร่งกว่าและผลลัพธ์กลับแย่กว่าเดิมแล้ว นอกจากจะถูกมองว่าขี้ขลาดแล้ว โอกาสที่จะโดนโจมตีซ้ำจากแฟนบอลก็สูงขึ้นเช่นกัน และในยุคโซเชียลมีเดียนี้ รับรองได้ว่าคงร้อนแรงระดับ “ทัวร์ลง” แน่นอน

เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเฮดโค้ชแต่ละคนว่าจะเลือกวิธีไหน เพราะ “สู้ หรือ หนี” แทบไม่มีความต่างกันเลยด้วยซ้ำ มันวัดกันที่ว่าคุณประสบความสำเร็จหรือไม่ อาจไม่ใช่วิธีการที่น่าชื่นชม แค่ขอให้เห็นความสำเร็จที่จับต้องได้ก็เพียงพอแล้ว เป็นการจบทุกข้อสงสัย ไม่ว่าจะหนีหรือจะสู้ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด คือการเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองที่สุด สำหรับคำถามที่ว่า ใส่เต็มที่ vs หนีทีมแกร่ง วิธีไหนดีกว่ากันเพื่อเป้าหมายแชมป์บอลทัวร์นาเมนต์? คำตอบนี้คงต้องตอบว่า “ขึ้นอยู่กับว่าคุณถามคำถามนี้กับใคร?”

หากถามทีมที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว พวกเขาคงเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อเป็นแชมป์ เพราะไม่จำเป็นต้องกลัวใคร.. แต่ถ้าหากถามทีมที่มีศักยภาพน้อยกว่าจนไม่สามารถชนกันตรงๆไหว พวกเขาก็จำเป็นจะต้องใช้กลยุทธ์และแท็คติกเข้ามาช่วยให้พวกเขามีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

เพราะการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการแก้ปัญหาในยามที่เราพร้อมที่สุด.. ถ้าพร้อมแล้วก็จัดเต็ม ไม่ต้องหนี วิ่งเข้าชนปัญหานั้นเลยเพื่อความสบายใจในระยะยาว ชนะวันนี้ก็จบวันนี้ และก้าวสู่ปัญหาข้อต่อไปที่ไม่มีใครรู้ว่าจะง่ายหรือยากกว่าเดิม

แต่ถ้าอยู่ในสภาพที่ยังไม่พร้อมจะแก้ปัญหา ก็ไม่มีประโยชน์ที่ลุยเข้าไปโดยอาศัยความกล้าเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากคำชมว่ากล้าหาญแล้ว คุณอาจจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย..

เพราะการเลือกสู้โดยไร้การวางแผน มันคือความกล้าหาญที่สูญเปล่า

RELATED POST

แซมดาร์โนลด์ของแพนเทอร์ดึงโลโก้ทีมออกมาแบบฮา ๆ

แคโรไลนาแพนเทอร์การทดสอบออกมาเป็นรูปลักษณ์ใหม่ใหม่ไม่ซ้ำใครในสื่อสังคมวันพฤหัสบดีที่จะขอบคุณกองหลังแซม Darnold ดาร์โนลด์แสดงทักษะทางศิลปะของเขาในวิดีโอที่โพสต์บนเว็บไซต์ของทีมซึ่งเขาลองใช้มือวาดโลโก้ของแพนเทอร์ จัสตินเลย์เน่ของสตีลเลอร์บรรลุข้อตกลง PLEA ในคดีชาร์จปืน OHIO FELONY GUN "แค่นั้นแหละ!" กองหลังปีที่สี่กล่าวด้วยความสนุกสนาน ภาพดังกล่าวแพร่ระบาดในหมู่แฟน ๆ ของแพนเทอร์ทำให้ทีมต้องเปลี่ยนรูปภาพโปรไฟล์โซเชียลมีเดียทั้งหมดให้เป็นรูปที่อธิบายได้ว่ามีลักษณะคล้ายแมวเหมือนผีเท่านั้น ต่อมาทีมได้เปลี่ยนโลโก้กลับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Darnold ถูกขอให้แสดงความสามารถทางศิลปะของเขา หลังจากได้รับการร่างเป็นอันดับสามโดยNew York…

จัสตินเลย์นของสตีลเลอร์สบอกว่าเขากำลัง ‘ลงไป’ หลังจากที่ตำรวจพบปืนบรรจุ

จากรายงานของ Pittsburgh Steelers cornerback Justin Layne รู้สึกไม่สบายใจกับปืนที่บรรจุอยู่ในรถของเขาหลังจากที่เขาถูกตำรวจจับนอกคลีฟแลนด์เมื่อต้นวันศุกร์ที่ผ่านมามีการแสดงภาพของตำรวจที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ตามรายงาน Layne วัย 23 ปีถูกจับหลังจาก 1:00 น. ใน Willoughby Hills รัฐโอไฮโอหลังจากที่ตำรวจจับได้ว่าเขาขับรถเกินความเร็วที่กำหนดเกือบ 30 ไมล์ ในระหว่างหยุดการจราจรเจ้าหน้าที่พบปืนพกขนาด…

Gomber ยก Rockies 6-3 แพ้ 9 ของ Astros ใน 10 เกม

Austin Gomber ได้รับชัยชนะครั้งแรกใน Colorado Rockies ทำให้สามารถตีสองครั้งในหกโอกาสเพื่อเอาชนะ Astros 6-3 ในช่วงบ่ายวันพุธที่หนาวเย็นและส่งให้ฮุสตันแพ้เป็นครั้งที่เก้าใน 10 เกม มันอยู่ที่ 34 องศาในสนามแรกและมีหิมะโปรยปรายลงมาตลอดทั้งเกมโดยมีความรุนแรงมากขึ้น สภาพอากาศไม่ได้รบกวน Gomber (1-2) ในบรรดาผู้เล่นห้าคนที่ได้มาจากเซนต์หลุยส์ในการซื้อขายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ซึ่งส่งดาวเบสที่สามของโนแลนอาเรนาโดไปยังคาร์ดินัล…

WNBA Nike ดึงเสื้อยืดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อยกย่องการเพิ่มขีดความสามารถของผู้หญิงหลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับอดีตที่ขัดแย้งกัน

ดับเบิลยูเอ็นบีเอและไนกี้ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่าจะดึงเสื้อยืดรุ่นพิเศษที่เพิ่งเปิดตัวของดัลลัสวิงส์ออกมาเพื่อยกย่องการเพิ่มขีดความสามารถของผู้หญิงหลังจากเรียนรู้กลุ่มประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบยกเว้นผู้หญิงผิวดำ ลีกพร้อมกับไนกี้และทีมงานได้ออกแถลงการณ์กับนิตยสารTime โดยประกาศว่าจะไม่ขายเครื่องแบบ Wings 'Rebel อีกต่อไปซึ่งจำลองมาจากเครื่องบิน P-40 Warhawk ที่บินโดยกองกำลัง Women Airforce Service Pilots (WASP) จาก สงครามโลกครั้งที่สองหลังจากเรียนรู้ว่าผู้หญิงผิวดำไม่ได้รับการยอมรับให้เข้าร่วมโครงการ WNBA อนุมัติการขาย ATLANTA DREAM…